Happy birthday To Me ^_^

posted on 28 Jun 2010 10:33 by aerispe
 
Happy birthday to Me.... 
 
วันนี้เป็นวันเกิดของตัวฉันเอง วันที่ควรค่าแก่การจดจำ ว่า
แม่ต้องยากลำบากแค่ไหนกว่าจะคลอดลูกออกมา
 แต่หลายๆคนกับให้ความสำคัญกับการที่ต้องไปฉลองวันเกิดกับเพื่อน กับคนรัก
เมื่อก่อน ก็ต้องยอมรับว่าฉันก็เป็นหนึ่ง คนที่เป็นแบบนั้น
แต่ ณ ตอนนี้ฉันก็ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าเมื่อวันเกิดของฉันครบรอบอีก 1 ปี
นั่นหมายความว่าแม่ ของฉัน ก็อายุเพิ่มมากขึ้นอีก  1 ปีด้วยเช่นกัน
มันทำให้ฉันต้องการที่จะดูแล รักท่าน เอาใจใส่ท่าน ให้เพิ่มมากขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน
 
และหากในวันเกิดฉันสามารถที่จะขอพรอะไรได้หนึ่งอย่างฉันขอให้
แม่ของฉันมีความสุขร่างกายแข็งแรง จะได้มีรอยยิ้มที่สดใสคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป
และถ้าหากว่า พระเจ้าจะใจดีแถมพรให้ฉันอีกสักข้อ ฉันก็ขอให้่
คนรอบข้างของฉันมีแต่ความสุขเช่นกัน
จะได้มาช่วยกันผลิตรอยยิ้มดี ๆ ส่งต่อมาถึงตัวฉัน นั่นเอง
เพียงเท่านี้วันเกิดของฉันก็คงจะเป็นวันแห่งความทรงจำที่แสนพิเศษแล้ว 
 

 ต้นเหตุของเรื่องเกิดจากการที่น้องชายของฉันไป

สอบถามเรื่องการปรับเปลี่ยนบริการอินเตอร์เนต

เรียกง่ายๆคือ จะไปขออัพเกรดความเร็ว

เลยไปทำการสอบถามที่เค้าเตอร์ให้บริการว่า

ถ้าหากต้องการเปลี่ยน จะต้องมีการเสียค่าใช้จ่าย

เพิ่มเติมหรือไม่

 พนักงานให้คำตอบมาว่า

"ไม่เสียค่าบริการใดๆเพิ่มเติม ทั้งสิ้น ฟรี"

น้องชายของฉันเพื่อความรอบคอบจึงถามเพิ่มไปว่า

แล้วค่าบริการรายเดือนนี่ต้องเสียเพิ่มเติมไหมครับ

พนักงานก็ตอบว่า

"ไม่เสียค่าบริการอะไรเพิ่มเติมเลย ฟรีทั้งหมด"

เมื่อได้ฟังคำตอบดังนั้น น้องชายของฉันจึง

ทำการเปลี่ยนจากเดิมอัพเกรดความเร็วให้เพิ่มขึ้น

เรื่องก็น่าจะราบรื่นเป็นปรกติ แต่พอถึงวันที่ใบรายการ

การใช้ค่าบริการออกมา ก็ได้สร้างความงุนงง

และแปลกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

เพราะค่าบริการนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม

ที่802.50 บาท กลายมาเป็น 952.30 บาท

ค่าบริการที่อยู่ดีๆก้เพิ่มขึ้นมาจึงต้องทำการให้ได้รับคำตอบ

ดังนั้นฉันที่ต้องไปจ่ายค่าบริการโทรศัพท์บ้านและมือถืออยู่แล้ว

จึงได้ไปทำการสอบถาม แต่เมื่อไปถึงดิแนสอบถาม ในครั้งแรก

ได้คำตอบมาว่า เรื่องนี้ต้องไปติดต่อตามเบอร์ติดต่อที่ระบุไว้

ในใบรายการค่าใช้จ่ายนะคะ หรือต้องไปติดต่อที่สำงานอะไรสักอย่าง

ซึ่งพนักงานก็ตอบงุบงิบๆ เหมือนไม่มั่นใจ

ฉันจึงถามย้ำก็ได้คำตอบตามเดิม

สรุปว่าไปสอบถามครั้งแรกไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

 

ต่อมาน้องชายของฉันจึงได้ โทรศัพท์ไปติดต่อตามเบอร์โทรที่พนักงาน

ระบุ ก็ได้ความมาว่าต้องไปติดต่อที่เค้าเตอร์ให้บริการ

ก้ไอ้ที่เดิมที่ฉันไปมาตอนแรก นั่นและ

เมื่อไปถึงน้องชายของฉันได้ไปทำการติดต่อ

และได้ใจความมาว่า

"ที่เราทำการอัพเกรด อินเตอร์เนตไปนั้น ที่ฟรี คือ

การให้บริการในการอัพเกรด

แต่ ค่าบริการรายเดือนนั้นต้องเสียเพิ่ม "

น้องชายฉันเป็นโทรมาบอกฉันซึ่งในขณะนั้นฉัน

อยู่ที่บ้าน ฉันก็เกิดความงุนงง น้องชายฉันจึงบอกว่าจะพูด

กับพนักงานไหม ฉันจึงตอบตกลง

จากการสนทนา ฉันเปิดประเด็นถามถึงสาเหตุที่ว่าเมื่อแรกเริ่ม

พนักงานที่นั่นบอกว่าฟรีทุกสิ่งอย่าง แล้วทำไมพอ

ค่าบริการออกมาถึงได้เพิ่มขึ้น

พนักงานที่พูดกับฉันจึงตอบว่า

ต้องขอโทษด้วยนะคะ

อาจเป็นความเข้าใจผิดของน้องๆพนักงาน

ฉันเลยบอกไปว่าเงินที่เพิ่มขึ้นมามัน100กว่าบาท

มันไม่เท่าไหร่หรอก แต่ที่เสียคือความรู้สึก

ถ้าบอกกันแต่แรกว่ามันต้องเสียเพิ่มเติม

แบบนี้ที่บ้านของฉันคงไม่เปลี่ยนและใช้แบบเดิมไป

และเมื่อทำการสอบถามว่าเปลี่ยนเป็นแบบเดิม

ได้หรือไม่ สรุปว่าไม่ได้เพราะหมดโปรแบบนั้นไปแล้ว

พนักงานก้ได้ทำทียื่นข้อเสนอว่าจะลองดูอีกทีว่าจะสามารถ

ปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบเดิมได้หรือไม่

ก็หายไปสักพักแล้วก็มาตอบว่า ไม่ได้จริงๆ

โดยรวมแล้วตอนนี้มีทางเลือก มี 2ทาง คือ

1 ปรับเป็นค่าบริการที่ถุกลงกว่าเดิมด้วย เป็น 599 บาท

ต่อเดือนแต่ อินเตอร์เนตมันจะช้าลงหรือ

ทางเลือกที่ 2ก็คือจ่าย 952.30 บาทต่อไป

สรุปแล้วมันก็เข้าอีหรอบเดิมที่ว่า ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ

เกิดขึ้น ฉันจึงขอสายน้องชาย

ตกลงกันว่าก็คงต้องใช้ต่อไป

 

ดังนั้น บทสรุปของเรื่องนี้ ฉันเลยอยากเตือนใครหลายๆคนที่

กำลังใช้บริการอินเตอร์เนตของเครือข่าย การให้บริการชื่อดัง

แห่งนี้ ที่คนใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า

หากต้องการจะปรับเปลี่ยนอัพเกรด ความเร็ว หรืออะไร

ก็ตามต้องสอบถามให้ดี ขอข้อมุลรายละเอียดมาศึกษา

ก่อนต้องตัดสินใจเปลี่ยน จะเป็นการดีกว่า

จะได้ไม่ต้องเป็นอย่างฉันที่ต้อง

มาเสียค่าบริการเพิ่มโดยปราศจากความรับผิดชอบ

ใดใดทั้งสิ้นนั่นเอง....... 

 

 

 

                   เริ่มต้นการเดินทางเที่ยวเกาะเกร็ด กัน3 หน่อ ประกอบไปด้วย ตัวฉัน แพทตี้ และ ลุง(คนสนี้ด สนิทของแพทตี้เค้า ^_^)  เมื่อสมาชิกพร้อม  เราก็ออกเดินทางจนมาถึงท่าเรือ แต่ว่ามีเหตุเริ่มต้นตั้งแต่ออกตัวเสียนี่ เนื่องจากภายในกลุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่า เค้าต้องไปขึ้นเรือตรงไหน อย่างไร จึงเป็นเหตุให้เรา เสียรู้ไปขึ้นเรือ ที่ค่าโดยสารคนละ 20 บาท 3คน 60 บาท  แต่ตอนขากลับ เรา3 คนก็รุ้เรื่องกันแล้ว เนื่องจากถามทางเอาจากชาวบ้านแถวนั้น ว่าให้ขึ้นเรือ ตรงท่าน้ำเป็นเรือ ข้ามฟากลำใหญ่ ค่าโดยสารคนละ 2 บาทเท่านั้น จากนั้นก็นั่งรถมอเตอร์ไซด์ หรือนั่งรถตุ๊กๆ หรือจะเดินก็ได้ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวก็จะถึงที่หมายในราคาย่อมเยาว์ 

               และนี่คือเรือแบบที่เราขึ้นกันขากลับ ค่าโดยสาร 2 คนละ2 บาท โธ่ถังเสียดายเงิน 20 บาท

                                                                    ตอนแรก  จริงๆ

      และวกกลับมาต่อที่การเดินทาง เมื่อเราเดินเที่ยวชมกันไปได้สักพัก ก็เกิดอาการเสียเหงื่อ
 เนื่องจากพระอาทิตย์ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี ถึงดีที่สุด555+  พวกเรา3คนจึงแวะพัก
ดื่มน้ำดื่มท่า ที่ร้านริมทางเดินร้านหนึ่ง เพื่อแก้อาการร้อนตับแตกกันนั่นเอง อิอิ
                             โต๊ะสีขาวน่ารักน่านั่ง กับบรรยากาศ พอสังเขบภายในร้านที่ประดับตกแต่ง
ด้วยสไตล์เอ่?  มิ๊กแอนดืแมช ละมั้ง อิอิ
 
    เดินต่อมาอีกนิดก็มาเจอเข้ากับร้านขายขนมโบราณ มีขนมที่ไม่ได้กินมานานอยุ่เหมือนกัน
เลยซื้อติดไม้ติดมือมาพอเป็นพิธี แต่รู้สึกว่าจะพิธีมากอยู่เพราะได้มาหลายห่อเลยทีเดียวเชียว 
ที่สำคัญสอย ที่เล่นน้ำเต้า ปู ปลากลับมาฝากม่าม้าด้วย
เป็นของที่คิดแล้วว่าน่าจะเป็นปลื้ม คิคิ
เขยิบมาอีกนิด ก็เป็นร้าน ขายของเล่นโบราณ ย้อนยุค อะไรก็โบราณไปหมดเลยนะเนี่ย 555+
 ขอบอกว่าคุณลุงท่านนี้ ขายเก่งจริง ๆ พูดน้ำไหลไฟดับ สรรพคุณของเล่นนั้น
ทยอยออกมาไม่ขาดสายเลยทีเดียว ทำให้ฉันและแพตตี้
นั้นหลงลม ซือกลับมาหลายชิ้นพอสมควร
แพตตี้ขอแอบถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วกะน้องกระต่ายไขลานสักหน่อย
 ฉันเลยสนองแชะรูปมาซะ 1 ใบ
แล้วต่อมาออกเดินจนมาพบกับ Oh! my god  ทั้งเหรียญ ทั้งถ้วยรางวัลแม่เจ้า
 มันช่างอะเมซิ่ง เลยแชะมาสักรูป "นักวิ่งชาวเกาะ" ของเค้าดีจริงๆ
แพตตี้ขอแชะรูปเป็นที่ระลึก กับรางวัลต่างๆ สักนี้ด
เลี้ยวซ้ายไปตามมุมถนนก็มาพบกับร้านขายสมุนไพร ยาดมยาหม่อง แป้งๆต่าง
ก็เลยแวะซะ ได้ของติดไม้ติดมือเล็กๆน้อย มาอีกตามเคย 555+
และนี่แป้งมอญขอบอกว่าหอมอ่อนให้กลิ่นอายของความโบราณ อารมณ์เหมือน
มีคุณยายอยู่ใกล้ๆ ฉันก็เลยซื้อมาฝากม่าม้า ซะ 1 กระปุก
และแล้วตามสเตป เดินมาอีกสักพักความร้อน +ความเมื่อยขารุมเร้า จึงได้ฤกษ์แวะพัก
อีกตามเคย คราวนี้ก้ร้านกาแฟ แต่มีออฟชั่นเสริม ที่มีของกินเล่น
 หรือกินจริงจังก็มีให้บริการกันอีกด้วย

เบื้องหลังน้ำแสนอร่อยที่เจ้าของร้านกำลังชงอย่างขมักเขม้นพลางเปิดเพลงคลอไปเบา
ให้เรา 3คนได้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย 
แล้วเราก็ได้น้ำมาดื่มกันอย่างเปรมปรีย์ ทั้งนมเย็นสีชมพูของแพทตี้ ชาดำเย็นสีส้มอำพัน
ของลุง และน้ำมะตูมสีน้ำตาลอ่อนหวานหอมของฉัน พร้อมเฟร้นฟราย ทอดกรอบที่หอมกรุ่น
 แต่เนื่องจากอย่างอื่นอันตธานหายไปในกระเพาะของพวกเรา 3 คนอย่างรวดเร็ว
จึงทันได้เก็บภาพ นมเย็นของแพทตี้เท่านั้น
 
ภาพนี้เป็นไก่ของเจ้าของร้าน มันน่ารักขนพองสวยซะจนต้องขอแชะภาพ
มาเป็นความทรงจำวันวานสักหน่อย
    ออกมาจากร้านกาแฟได้สักพักพวกเราก็มาจะเอ๋เข้ากับร้านขายขนมโบราณ 
ซึ่งมีขนมน่าอร่อยสีสันสวยงาม ดูน่ากะเอื๊อกๆหลายชนิดด้วยกัน และจากการไตร่ตรอง
มองดูแล้ว ฉันและแพตตี้ก็ตัดสินใจซื้อกันมาพอประมาณอาทิเช่น
ขนมทองเอก ขนมผักกาด ขนมหันตรา ซึ่งขนมบางชนิดนั้น
ไม่อยู่ในสารบบของฉันเลยด้วยซ้ำ แต่โดยรวมหลังจากลองลิ้มชิมรสแล้ว
ฉันตกลงใจว่า ขนมผักกาดนั้นนับเป็นที่ปลาบปลื้มของฉันเป็นอย่างมาก
 เนื่องด้วยรสชาติหวานหอมหน่อยๆ  แกมมันนิดๆ  นั่นเอง
 
 นี่คืออะไรฉันก็ไม่ทราบแต่เท่าที่พอจะรู้ จากการเดินผ่านก็คือเป็นอะไรสักอย่าง
ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองต่างๆ 
 นั่นเอง
       สักพักเดินมาเจอเข้ากับร้านริมทางที่ขายอาหารต่างๆ พอดีสายตาไปสะดุดเข้ากับ
ชื่ออาหาร ชื่อหนึ่ง    ' 'ข้าวแช่" ในใจก็คิดแล้วว่าต้องแวะเข้าไปลองสักหน่อย
แต่แค่คิดเท่านั้นและ ก็พอดีกับที่พ่อค้าเข้ามาชักชวน
ให้เข้าไปแวะชิมอาหารของพวกเค้าในบัดดล
เอ่หรือว่า พ่อค้าแม่ค้าเค้าจะมีพลังจิตกันนะ ถึงได้มากันไวขนาดนั้น 555+
แต่ในกรณีของพวกเราได้อาหารเพิ่มมาอีก 1 อย่าง
 คือ ยำหน่อกะลา นั่นเอง (ยำหน่อกะลาหมดซะก่อนเลยอดแชะภาพมาเลยทีเดียว )
  หลังจากชิมรสกันไปคุยไปพอเพลิน รสชาติที่ออกมาก็ผลตอบรับดีพอประมาณ
น้ำข้าวแช่นั้นหอมกลิ่นดอกไม้อ่อน ของที่กินคู่กันนั้นฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำมาจากอะไร
 แต่รสชาติคล้ายหัวไชโป๊อย่างกับฝาแฝด
 เอาเป็นว่ากินแก้ร้อนได้เป็นอย่างดี สมกับเป็นอาหารภูมิปัญญาไทยจริงๆ
น่าชื่นชมมากๆ
แล้วเราก็มาขอกราบนมัสการ กันที่วัดปรมัยยิกาวาส ขอบุญขอพรกันสักหน่อย
 แพทตี้นั้น รีบไปไหว้ขอพรอย่างรวดเร็ว ส่วนลุงตามมาติดๆ
ส่วนฉันนั้นก็พนมมือยกมือไหว้และมาทำหน้าที่ตากล้องต่อไปตามเดิม นั่นเอง
จากนั้นก็มาถึงคิว การให้ทาน ทำบุญอาหารปลาของชอบของฉันนั่นเอง
 แพทตี้และลุงนั้นหอบหิ้วขนมปังมากมาย เพื่อไปให้เจ้าปลาน้อยใหญ่มากมายนั่นเอง
 ส่วนฉันนั้นเดินตามไปติดๆ พร้อมเก็บรูป คนจะทำดีไปในตัว อิอิ
บรรยากาศของวัดที่น่าร่มรื่น อภิรมย์ทางจิตใจ
ถ่ายกับป้ายซะหน่อย แพตตี้ร้องขอจะได้รู้ว่ามาถึงที่แล้วจริงแท้และแน่นอน
ตอนขากลับหลังจากลงจากเรือมาอยู่ที่อีกฟากของเกาะเกร็ดแล้ว
เลยขอเก็บภาพยามเย็นมาอีกสักหนึ่งรูป
เจดีย์เอียง อะเมซิ่งไทยแลนด์จริงๆ
ก่อนพวกเราจะกลับบ้านแพทตี้เห็นวิวสวยเลยขอ สักภาพเป็นที่ระลึก
แต่เท่าที่ดูผ่านๆมา เป็นที่ระลึกเยอะมากๆ 555+
เอาเป็นว่าขอมาเราจัดให้ จัดไป 1 รูป
    โดยสรุปผลการเที่ยวครั้งนี้ ฉันได้อะไรมาหลายสิ่ง หลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้กระจุกกระจิก   
 บรรยาการเดินทาง การได้ถ่ายภาพต่างๆ
 แต่สิ่งที่ฉันคิดว่ามันเป็นความประทับใจดีๆคงจะเป็น
" รอยยิ้มและความมีน้ำใจของชาวบ้านที่ยินดีต้อนรับคนมาท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ"
 ทำให้ฉันที่ชีวิตอยู่แต่ในเมืองกรุง
ที่รอยยิ้มอาจแห้งเหือด ความมีน้ำใจอาจหดหาย 
ได้รับรู้ว่าจริงๆแล้วสังคมไทยยังหลงเหลือสิ่งดีๆ
ที่จับต้องได้ทางจิตใจเหล่านี้อยู่ นั่นเอง
ถ้าหากใครหลายคนพอมีเวลาว่าง ฉันคงแนะนำให้พวกเค้า
ลองไปเที่ยวใกล้กรุง ที่เกาะเกร็ดแห่งนี้ดูสักครั้ง
 เผื่อว่าน้ำใจ และรอยยิ้มจะหวนกลับมาสู่พวกเค้าบ้างเท่านั้นเอง .......

edit @ 11 Aug 2009 18:27:11 by Aerispe

edit @ 11 Aug 2009 18:28:23 by Aerispe

ปลายทาง....

posted on 30 Jul 2009 20:02 by aerispe in Thinking
รูปนี้เป็นรูปที่ฉันถ่ายตอนไปเที่ยว ที่บึงฉวากจังหวัดสุพรรณบุรี  
มันเป็นรูปที่ฉันชอบและประทับใจ แม้ว่าในสายตาใครหลายคนมันอาจจะดูธรรมดาหรือไม่สร้างความประทับใจแต่อย่างใดแต่สำหรับฉัน ฉันว่ามันมีความหมาย แอบแฝง ในธรรมชาติมักบอกอะไรเราเสมอ หากเพียงเราใช้ใจมองเราก็จะเห็นมัน แต่ละคนก็ตีความหมายได้ต่างกันไป
         แต่สำหรับฉันรูปปลาเหล่านี้มันทำให้ชั้นนึกถึง สังคมของมนุษย์ ที่เรามักจะต้องเพียรว่ายขวนขวาย ทำทุกวิธีทางเพื่อจะได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุด สู่ปลายทางที่ใครหลายคน เรียกว่าความสำเร็จ ปลายทางของการมีหน้าที่การงานที่ดี บ้านหลังใหญ่ มีรถหรูหราราคาแพง ซึ่งคนส่วนมากรวมไปถึงตัวฉันก็เป็น1ในนั้น  แต่หากมองให้ดีจะมีปลาบางตัวที่ ว่ายออกมานอกเส้นทาง แล้วปลาเหล่านั้นว่ายไปหาอะไรกัน ?
       สำหรับคำตอบของฉันสิ่งที่ปลาที่ว่ายออกนอกเส้นทางมาหานั้น คงจะเป็นความสุข ความสุขที่ใครหลายคนหลงลืม ลืมที่จะมองสิ่งที่เล็ก ๆ ที่อยู่รายรอบตัวเรา หลงลืมที่จะยินดียิ้มรับกับความสุขเล็กๆน้อย แต่มุ่งหน้าไปหาความสำเร็จที่คาดหวังว่าจะสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้ก่อเกิดขึ้นได้
         แล้วสำหรับใครอีกหลายๆคน ฉันก็ไม่รู้ว่าปลายทางหรือคำตอบของพวกเขาจะอย่างไร แต่ตราบเท่าที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าในยามกลางวัน และถูกย้อมเป็นสีดำในยามราตรีฉันก็ขอให้ความสุขจงอยู่กับทุกคนบนโลกใบนี้ ตราบนานเท่านาน.......
By Aerispe

edit @ 30 Jul 2009 20:33:12 by Aerispe

             หนึ่งวันเดียวกัน  ของการเดินทางของคน 3 คน ไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน  นั่นคือตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง จุดเริ่มต้นของการไปตลาดแห่งนี้ เกิดจากเพื่อนร่วมเดินทางของฉันคนหนึ่ง ซึ่งเธอขอให้ฉันเรียกเธอว่า "ใบเตยหอม" ได้เกิดไปหลงเสน่ห์ของตลาดน้ำแห่งนี้เข้าจากการได้ไปเที่ยวแวะเวียนอยู่หลายครั้งหลายหน จึงได้มาชักชวนฉันและเพื่อนของฉันไปเที่ยวด้วยกัน ในวันเสาร์ ซึ่งฉันและเพื่อนอีกคนของฉันซึ่งก็คือ     แพทตี้  ได้ตอบตกลงอย่างง่ายดาย ด้วยความที่อยากไปอยู่แล้วด้วย เพราะเหตุที่ว่าฟังคำเชิญชวนโปร โมตทั้งหลายของยัยใบเตยหอม เจ้าเก่านั่นเอง ฮ่าๆ ^_^ 

                                                 จากนั้นการเดินทางได้เริ่มต้นขึ้น 

            Step 1 -ฉันและแพทตี้ได้ได้ออกเดินทางเพื่อไปรับใบเตยหอมที่บ้าน จากนั้นเรา 3 คนก็ได้ เดินทางร่วมกันไปตามคำบอกทางของใบเตยหอม จนมาถึง ณ วัดแห่งหนึ่ง พวกเราก็ได้ลงจากรถ จัดเตรียมอุปกรณ์ความพร้อมอีกนิดหน่อย ก็ผู้หญิงนี่เนาะ ธรรมดาความวุ่นวายเล็กน้อยจิปาถะย่อมมีบ้าง 555+ พอเสร็จพิธีการตรวจความเรียบร้อยก็ออกเดินเล็กน้อย ถึงน้อยมาก มารอที่ท่าเรือ เพื่อรอขึ้นโป๊ะ ซึ่งการได้ขึ้นโป๊ะ สร้างความประหลาดใจ ปนกังวลใจให้ฉันเล็กน้อย ถึงค่อนข้างมาก เพราะฉันไม่ถูกโรคกับการที่ต้องนั่งเรือ หรือพาหนะใดที่ต้องโดยสารทางน้ำ ไม่เลยจริง ๆ ไม่ใช่ว่าฉันว่ายน้ำไม่เป็นหรือมีประสบการณ์วัยเด็กแต่อย่างใด  แต่มันใจหวิวๆชอบกล  แต่อย่างไรก็ตามการนั่งโป๊ะครั้งนี้ฉันก็ได้เห็นอะไรที่น่าแปลกใหม่สำหรับฉัน ซึ่งก็คือการที่มีคนเอามอเตอร์ไซด์ทยอยขี่ขึ้นมาบนโป๊ะเรื่อยๆ หลังจากที่ผู้โดยสารขึ้นกันหมดแล้ว แม้ว่าสำหรับหลายๆคน หรือชาวบ้านในแถบนั้นจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาชินต่อสายตาแล้วก็ตามทีแต่สำหรับฉัน ถือได้ว่าแปลกใหม่ พอดูเลยทีเดียว เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เนื่องจากฉันมีอาการใจหวิว จับกล้องไม่ไหว ส่วนยัยเพื่อนฉัน2 คนก็ เม้าท์เมามันส์ กันน่าดู ยังดีนะที่การนั่งโป๊ะข้ามฟากไม่นานเท่าไหร่  ฉันเลยพอทำใจให้รอเวลาโป๊ะเข้าเทียบท่า

        Step 2 - หลังจากที่ลงจากโป๊ะเท้าแตะพื้น ยังความปลาบปลื้มหัวใจให้ฉันได้อย่างมาก เฮ้อรอดแล้วเรา วู้ปี้ อาการดีใจออกนอกหน้ามากๆ แต่ว่าการเดินทางไปตลาดยังไม่ถึงที่หมายเรา3คนยังต้องโดยสาร มอเตอร์ไซด์ไปต่อ เพื่อนใบเตยหอมของฉัน เดินนำหน้าลิ่วๆ พร้อมอธิบายพี่ๆที่วินมอเตอร์ไซด์อย่างคล่องแคล่ว ถึงที่หมายของเรา เสร็จสับก็ให้ฉันและแพทตี้ ขึ้นรถได้เลย เรา 2คน ทำตามอย่างว่าง่ายตามประสาคนไม่รู้ทาง และในที่สุดหลังจากเสียค่ามอเตอร์ไซด์ ไปคนละ10 บาท ซึ่งนั่งมาไม่ไกลเท่าไหร่ ตามความคิดของฉัน ก็ถึงที่หมายสักที ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

        Step 3 - เริ่มออกเดินเที่ยวทันที

เพื่อนของฉัน 2 คนชี้ชวนกันให้เข้าไปกันใหญ่ คนทางซ้าย ยัย ใบเตยหอม  ส่วนทางขวาก็ แพทตี้ นั่นเอง ส่วนตัวฉันเป็นตากล้องไปก่อน อิอิ

ต่อมาก็เป็นฉัน นั่นเองกำลังเลือกดูว่ายาหม่องอันไหนน่าสนใจจะได้ซื้อไปฝากม่าม้าด้วยเอาว่ามาทั้งทีกะจะช้อปตั้งแต่ปากทางเข้ากันเลยทีเดียว  

            ฉันและแพทตี้ก็ได้แวะเข้าไปในร้านที่น่ารักแห่งหนึ่ง ซึ่งร้านนี้มีขายจำพวกโปสการ์ด ตุ๊กตาหลายขนาด มีทั้งเป็นพวงกุญแจ ติดรถ และพวกเทียนรูปร่างต่างๆ อย่างที่ฉันและแพทตี้ถืออยู่ก็เป็น 1 ในนั้นนั่นเอง  

ฉันและแพทตี้ก็เลือกซื้อหากันอย่างเมามันส์ ในขณะที่ใบเตยหอม ขออาสาเป็นตากล้องจำเป็นให้นั่นเอง โดยที่ฉันและแพทตี้คงได้ติดไม้ติดมือมาสักอันสองอัน มั้ง คริคริ

อันนี้นอกรอบ แพทตี้บอกว่าน่ารักขอ แชะเป็นที่ระทึกสักหน่อย แต่ระหว่างที่แพทตี้ทำการถ่ายรูป ฉันก็เล็งแล้วว่า เทียนขนมเค้กนี่ต้องถอยกลับบ้านสักอันแล้วสิ น่ารักจริงๆ

และก็เป็นฉันกับแพทตี้ที่มาเป็นดาราหน้ากล้องอีกตามเคย แชะแชะไว้ดูว่าเคยมาเที่ยวซะหน่อย แต่เอ๊ะไม่ยักเห็นวิว เห็นแต่คน ยัยใบเตยถ่ายวิวด้วยก็ได้นะ =_=

แพทตี้หิวน้ำ เรา 3 คนเลยแวะกัน ตามคำแนะนำของใบเตยว่าร้านนี้เด็ดที่สตรอเบอรี่ อร่อยเริ่ด หวานฉ่ำ ถ้าเพียงได้กินจะซาบซ่านไปถึงขั้วหัวใจ ในเมื่อใบเตยเค้าการันตีขนาดนี้ก็ต้องลองนะซิ ผลปรากฏว่าเราได้ สตรอเบอรี่ปั่นมา 2 แก้ว สีแดงชมพู รูปร่างหน้าตาน่าหม่ำพอดู ส่วนรสชาติหลังจากกินแล้วต้องบอกว่า อร่อยพอสมควรเลยทีเดียวค่า

ใบเตยหอมขอแวะดูของ ซึ่งมีร้อยพวงกุญแจ ที่ห้อยมือถือตามแต่เราจะสั่ง แล้วก็ขายเครื่องสำอางค์ซะด้วย แหมขนาดออกมาตลาดน้ำแล้ว เจ้าของร้านนี้ยังมีขายเครื่องสำอางค์เกาหลีอีกแน่ะ แหมเกาหลีของเค้าฮิตจริงๆ กะจายทั่วทุกมุมเมืองกันทีเดียวเชียวค่ะ

เดินมาได้สักพักข้าวของเริ่มเต็มไม้เต็มมือ( โปรดสังเกตุถุงพลาสติกในมือ ) แพทตี้เลยขอแวะพักเมือย ถ่ายรูปหน้าร้านขายโมบายสักหน่อย เสียงดังกริ๊งกร๊างของโมบาย มาพร้อมกับลมเย็น ทำเอาพวกเรา 3 คนรู้สึกสดชื่น หายเมื่อยล้าขึ้นเยอะ เพราะระหว่างทางที่ไม่มีรูปนั้น มัวแต่แวะ แวะและแวะซื้อของมากมาย555+ อาทิ นำพริก ข้าวเหนียวสังขยา ห่อหมก และอีกหลากหลายในถุงที่พวกเราหอบหิ้วกันนั่นเอง

หลังจากเดินเที่ยวมาพอสมควร ใบเตยหอมเค้าก็มีที่เด็ดให้มาแวะพักในสวน มีม้านั่งหินไห้มานั่งปล่อยอารมณ์สบายๆ หรือจะมานั้งเม้าท์คุยกันเฮฮาก็ได้ ส่วนพวกเรา 3 คนคงเป็นอย่างหลังมากกว่า 555+และก่อนที่จะมานั่งพวกเราซื้อของมานั่งกินพอประมาณ ทั้งไส้กรอก ไส้อั่ว ส้มตำ และอีกหลายอย่าง ส่วนรูปนั้นที่ไม่ได้แนบมาเนื่องจากมันได้ผ่านการสวาปามจากพวกเรา3คน รวดเร็วเสียจนถ่ายรูปไม่ทันกันไปเลยทีเดียว คิคิ และรูปนี้หลังจากกินมาสักพักสองคนนี้เค้าเลยขอมาออกแรงกระโดด ให้อารมณ์ เบิกบาน ย้าฮู้....

เป็นหลักฐานที่ว่าพวกเราเม้าท์กันมันส์จริงๆ ฮาอย่างแรง ฮ่าๆๆๆ 555+

ภาพมันฟ้อง หลังจากเม้าท์มาสักพักเกิดอาการหิวระลอก 2 ยัยใบเตยหอมเลยคว้าแซนวิชมาโซ้ยเพิ่มปริมาณของในกระเพาะซะยังงั้น แหมว่าแต่ไม่ชวนเพื่อนเลยนี่สิ 555+

 Step 4 - กลับบ้าน

        จากการที่ได้มากินเที่ยวที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำย่านใกล้กรุง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการแล้ว ฉันได้ข้อสรุปของการเที่ยวครั้งนี้ว่า การไปเที่ยวไม่จำเป็นที่จะต้องไปไหนไกล หรือเป็นสถานที่หรูหราแต่ประการใด หากแต่มันขึ้นอยู่กับคนที่เราร่วมเดินทางไปด้วยต่างหาก ที่จะแต่งแต้มสีสันสร้างความสุขเสียงหัวเราะ   ตราบจนกระทั่งประสบการณ์ความทรงจำที่ดีนั่นเอง ^_^

แด่บันทึกการเดินทางหน้าหนึ่ง 

By  Aerispe

edit @ 30 Jul 2009 18:15:53 by Aerispe

edit @ 31 Jul 2009 10:01:38 by Aerispe

Tags